นิ ณิว's profileหวังจะฝากความรักครั้งสุด...PhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    September 26

    UMBRELLA

     

    Lyrics

    [Jay-Z]
    Ahuh Ahuh (Yea Rihanna)
    Ahuh Ahuh (Good girl gone bad)
    Ahuh Ahuh (Take three... Action)
    Ahuh Ahuh

    No clouds in my storms
    Let it rain, I hydroplane in the bank
    Coming down with the Dow Jones
    When the clouds come we gone, we Rocafella
    We fly higher than weather
    And G5's are better, You know me,
    an anticipation, for precipitation. Stacked chips for the rainy day
    Jay, Rain Man is back with little Ms. Sunshine
    Rihanna where you at?

    [Rihanna]
    You have my heart
    And we'll never be worlds apart
    May be in magazines
    But you'll still be my star
    Baby cause in the dark
    You can't see shiny cars
    And that's when you need me there
    With you I'll always share
    Because

    [Chorus]
    When the sun shines, we'll shine together
    Told you I'll be here forever
    Said I'll always be a friend
    Took an oath I'ma stick it out till the end
    Now that it's raining more than ever
    Know that we'll still have each other
    You can stand under my umbrella
    You can stand under my umbrella
    (Ella ella eh eh eh)
    Under my umbrella
    (Ella ella eh eh eh)
    Under my umbrella
    (Ella ella eh eh eh)
    Under my umbrella
    (Ella ella eh eh eh eh eh eh)

    These fancy things, will never come in between
    You're part of my entity, here for Infinity
    When the war has took it's part
    When the world has dealt it's cards
    If the hand is hard, together we'll mend your heart
    Because

    [Chorus]
    When the sun shines, we'll shine together
    Told you I'll be here forever
    Said I'll always be a friend
    Took an oath I'ma stick it out till the end
    Now that it's raining more than ever
    Know that we'll still have each other
    You can stand under my umbrella
    You can stand under my umbrella
    (Ella ella eh eh eh)
    Under my umbrella
    (Ella ella eh eh eh)
    Under my umbrella
    (Ella ella eh eh eh)
    Under my umbrella
    (Ella ella eh eh eh eh eh eh)

    You can run into my arms
    It's okay don't be alarmed
    Come into me
    There's no distance in between our love
    So go on and let the rain pour
    I'll be all you need and more
    Because

    [Chorus]
    When the sun shines, we'll shine together
    Told you I'll be here forever
    Said I'll always be a friend
    Took an oath I'ma stick it out till the end
    Now that it's raining more than ever
    Know that we'll still have each other
    You can stand under my umbrella
    You can stand under my umbrella
    (Ella ella eh eh eh)
    Under my umbrella
    (Ella ella eh eh eh)
    Under my umbrella
    (Ella ella eh eh eh)
    Under my umbrella
    (Ella ella eh eh eh eh eh eh)

    It's raining
    Ooh baby it's raining
    Baby come into me
    Come into me
    It's raining
    Oh baby it's raining

    September 11

    *-* HAPPY BIRTHDAY.....PU' PLE *-*

           

    myspace comments

    อยากให้ปุเปิ้ลมีฟามสุขมากๆเค้าจาไม่ทามไรให้หนักใจแร้วว

    เดือนนี้เปงวันเกิดของสุดที่รัก ( แหวะๆๆ++ไม่เคยพูดหวาน)

    เอาเปงว่าเค้าก็แฮปตะเองตั้งแต่ตอนนี้เรยแระกัลล

    เค้าก็ไม่มีไรมากอ่ะคร่ะ -*-

    แค่อยากจะบอกว่า

     

    กรุร๊ากกกกมรึงน้าเปิ้ลลล

     

    555+

     

    จาก        กรุสุดที่รักของมรึง


    More eComments

     

     รักกัน..ไม่จำเป็นต้อง... อดข้าว ..อดน้ำ ..
    เพื่อเก็บเงิน..ไว้จ่ายค่าโทรศัพท์..ทั้งเดือน

    รักกัน..ไม่จำเป็นต้อง...บอกเลิกนัดกับ .."เพื่อน"
    แล้วไปเที่ยวกับ.."แฟน"

    รักกัน..ไม่จำเป็นต้อง...ซื้อของแพงๆให้
    เงิน..ไม่ได้เป็นหลักประกันว่า..รักจริง


    รักกัน..ไม่จำเป็นต้อง...ดูหนัง..ทุกเย็นวันศุกร์
    นั่งสบตา..ที่แมคโดนัลด์..ทุกบ่ายวันเสาร์
    โทรบอกว่า.."คิดถึง" ..ทุก 5 นาที..ตลอดเช้าวันอาทิตย์


    รักกัน..ไม่จำเป็นต้อง... พยายาม..ลงทุนมากมาย
    แลกเทปกันฟัง .. ตั้งโปรแกรมดูหนัง..สักเดือนละเรื่อง..ก็ได้
    พากันไปกิน..เพื่ออิ่ม ..ไม่ใช่กิน..เพื่อให้ดูรวย


    รักกัน..ไม่จำเป็นต้อง... ถวายให้..ทั้งตัว
    อย่าไปกลัวว่า..ถ้าไม่ยอมเปลืองตัว ..แล้วรัก..จะหมดไป
    เพราะ..ถ้าเขารักจริง ก็ควรให้เกียรติ ..ไม่ใช่จ้องจะ..เอาเปรียบ
     
    รักกัน..ไม่จำเป็นต้อง...เอาดวงชะตา..ไปให้หมอดู
    จ่ายเป็นร้อย เพียงแค่อยากรู้ว่า..เป็นเนื้อคู่กันหรือเปล่า
     
     
    รักกัน..ไม่จำเป็นต้อง...ตามติดแจ
    ผูกขาเขาไว้..กับขาเรา
    ผูกมือเขาไว้..กับมือเรา
    ทำไมต้องทำเหมือน..ขาดเขาไปแล้ว..เราจะตาย .
    จำไว้ว่า..คนทุกคน..มีหัวใจ..คนละดวง


    รักกัน..ไม่จำเป็นต้อง...เป็นเงา..ตลอดเวลา
    ไม่ต้องทุ่มเท..ทำเพื่อ "ความฝัน" ของเขา
    จนชีวิตตัวเอง..ว่างเปล่า หลงลืม.."ความฝัน" ..ของตัวเอง


    รักกัน..ไม่จำเป็นต้อง...มีเวลาเท่าไหร่..ก็ให้ทั้งหมด
    จนไม่เหลือเวลา..สำหรับทำ "สิ่งดีดี" ..ให้ครอบครัว
    ไม่เหลือเวลา..กลับบ้านเร็วๆ..ให้แม่ชื่นใจ
    หลับตา..ลืมตา..ก็เห็นแต่หน้า.. "แฟน"

    NEWkaPLE

    September 10

    รักครั้งสุดท้าย

     
     
    ฉันอาจจะไม่น่าดูฉันรู้ตัว ฉันอาจจะเผลอทำตัวเป็นแบบนี้
    แต่หากเธอหันมามอง เธอคงจะรู้ได้ดี ว่าตอนนี้ฉันต้องการเธอแค่ไหน

    ไม่ใช่เพียงแค่ไหล่ไว้ซบอิง แต่เธอคือที่พักพิงที่สุดท้าย
    ไม่ได้หวังแค่เพียงมาเพื่อฝากหัวใจ แต่จะฝากชีวิตไว้กับเธอ

    โปรดอย่ามองว่าฉันเหมือนคนน่ารำคาญ อย่าโกรธเคืองที่ฉันวุ่นวายและอ่อนไหว
    แค่อาการไขว่ขว้าของคนที่เหงาใจ หวังจะฝากความรักครั้งสุดท้ายไว้ที่เธอ

    ฉันอาจจะใกล้ชิดเธอจนมากไป เธออาจจะหนีฉันไปในสักวัน
    มันทำให้ฉันยิ่งกลัว กลัวเธอไม่รู้ใจกัน ว่าเธอมีค่ากับฉันมากแค่ไหน

    ไม่ใช่เพียงแค่ไหล่ไว้ซบอิง แต่เธอคือที่พักพิงที่สุดท้าย
    ไม่ได้หวังแค่เพียงมาเพื่อฝากหัวใจ แต่จะฝากชีวิตไว้กับเธอ

    โปรดอย่ามองว่าฉันเหมือนคนน่ารำคาญ อย่าโกรธเคืองที่ฉันวุ่นวายและอ่อนไหว
    แค่อาการไขว่ขว้าของคนที่เหงาใจ หวังจะฝากความรักครั้งสุดท้ายไว้ที่เธอ

    (ไม่ได้หวังแค่เพียงมา มาฝากหัวใจ แต่จะฝากชีวิตไว้กับเธอ)

    โปรดอย่ามองว่าฉันเหมือนคนน่ารำคาญ อย่าโกรธเคืองที่ฉันวุ่นวายและอ่อนไหว
    แค่อาการไขว่ขว้าของคนที่เหงาใจ หวังจะฝากความรักครั้งสุดท้ายไว้ที่เธอ
                                                                                                         
     
    ความรักเป็นสิ่งที่ทุกคนมุ่งหวังและไขว่ขว้า
    แต่ถ้าการไขว่คว้า นั้นมันทำให้ต้องเสียน้ำตา
    มันคงจะเจ็บปวดยิ่งกว่าการที่ต้องอยู่คนเดียว
     
    August 03

    T T อยากตาย -*-

    รักพี่เปิ้ลที่ซู๊ดดดดดๆๆคริคริ -*- แอบเขิน -*-
     

     

     เว็บ CRAZY   -*-

    อยากตาย.....ทามเว็บมาสองวันสามคืนไม่ได้หลับได้นอนที่แย่ไปก่านั้นพอไม่ได้นอนว่า

    จาไปเรียนตอนเช้าอาบน้ำเรียบร้อยรู้ตัวอีกที่ บ่ายโมงแระข้าพเจ้าเรียนบ่ายโมง

    สรุปไม่ได้ไปกังมหาลงมหาลัย - -*

    นี่คือสาเหตุที่อยากตาย วันนี้ทามเว็บเส็ดก็มานั่งอับเปซตอนตี 4 ก่า

    ดีน่ะเรียนเช้า จาได้ออกไปเรย ถ้าเรียนบ่ายกรุตายอีกเพราะ.......

    คงนอนฟุบอยู่ตรงห้องพร้อมชุดนักศึกษา

    เหมือนสองวันที่ผ่านมา 55555555 แต่วันนนี้ทามเส็ดแร้ว

    อยากร้องดังๆจาได้ส่งแร้ว  

     ตอนนี้อารมณ์เหมือนกำลังจาลอยได้ มานวิ้งงงงงๆๆๆๆ

    แบบบอกไม่ถูกเพราะไม่ได้นอนมาสองคืนแระ

    แระนี่ที่แย่ไปก่าอาไรทั้งหมด ทามเว็บเส็ดแร้น กรุ เพิ่งคิดได้ว่า

    กรุยังไม่ได้ เขียนเกี่ยวกับ Weakend ของกรุ ที่อาจารย์เค้าอยากรู้

    แต่รู้รายป่ะ วันหยุดที่ผ่านมากรุไม่ได้ไปใหนเรย-*-

    แระจาเขียน weakend ยางงงงง   งายยยย

    สงสัยต้องไปถามข้างๆห้องว่า

    "เออ....ขอโทษน่ะค่ะ คือว่าวันหยุดที่ผ่านมาคุณไปใหนบ้างช่วกรุณาบอกดิฉันหน่อยค่ะ"

    - * -

    คงจะดูบ้าไม่น้อยเรยทีเด๋ว

     

    The end

    July 27

    To ple

    Hearts

    ขอแค่เพียงมีเธอเข้าใจว่าเรายังมีกัน

    แม้ว่ามีอะไรบางอย่างมากั้นขวาง

    ฉันจะยังเก็บใจไว้ให้เธอ

    อาจยังไม่พร้อมที่จะมีเธอ ไม่ถึง

    วันที่จะรักกัน รุ้ไว้ว่าในสักวันฉันจะทำให้ดีกว่านี้

    ไม่นานฉันจะกลับมาอยู่เคียงข้างเธอทุกนาที

    เพราะใจฉันดวงนี้มันยังคงเป็นหัวใจของเธอ

    I luv this song. It don't mean anything. but it mean in my mind.

    May be when i wrote in some blog. It's look like i wrote over the top.

    but  it's true.

    Ex. when somebody walk in front of you and say

    " I think we should call it quick between us"

    When you listen untill it's over.

    Your'll like you fall in the terrible dream 

    But everything that your here. It's not dream

    But it's true


    July 26

    The phantom killer

     From the Case Files
    of
    The Texas Rangers

       Over the past 50 years, the Texas Rangers have investigated thousands of crimes from murder to kidnapping to political corruption. They have served as peace keepers during strikes and riots, apprehended fugitives, and protected governors. The cases depicted in this exhibit are examples of the variety of crimes the Rangers investigate.

    Texarkana Phantom Killer

    Nineteen-year-old Mary Jeanne Larey and her boyfriend, Jimmy Hollis, 24, were like any other young lovers in Texarkana tonight. Their world was an oyster, wide open, sparkling, and promising a taste of adventure. This evening of February 22, 1946 - a date that had begun no different than any other - promised to end a little more exciting because they finally had a chance to be together, alone. And in good old fashioned American idiom, that meant to sneak out to the seclusion of Richmond Road beyond town, to kiss, to cuddle and pet. With their double dates hurriedly rushed home and unloaded after the movie they had all seen together, Mary Jeanne and Jimmy had, by themselves, raced to a romantic rendezvous here in this section of country back road known as Lovers Lane - the local ministers' scorn and a blight to any respectable parent.

    Turning the key in the ignition, Jimmy snuffed the engine of his auto and glanced at his wristwatch; time was nearing 11:45 p.m. He scowled, for he had promised his dad to have the Plymouth home not much after midnight. But, he quickly forgot his father's imminent anger under the lure of the prospect beside him in her Lana Turner sweater and white pearl beads. His pulse raced; Mary Jeanne looked so lovely, the moonlight punctuating her lovely features, glistening her eyes that spoke of a little reticence yet urged the right amount of wickedness. Her sweet perfume filled the shell of the car. When he leaned over to peck his girl's cheek, reassuring her that he meant no harm -- after all, what's a kiss between two people who, let's face it, weren't kids anymore? -- the only sounds he could hear were her anxious breathing and the squeak of the seat springs beneath them.

    Then, the shadow fell over them to obliterate the moonlight.

    Jimmy glanced up, expecting to see the uniform of a policeman come at an inopportune moment. He startled, however, to see the thing just beyond his window, bent to peer inside. Frankly, he didn't know what the hell it was. Some thing in a hood of what appeared to be canvas, motioning to them with two bare hands from beyond the car window, from the darkness of the grove. As Jimmy's eyes accustomed to the darkness, he realized that one of those hands held something in it. It gripped a pistol. And as the pistol barrel came to rest against, then tap, the window, Jimmy recoiled into the recess of the car, shoving Mary Jeanne across the seat.

    "Come out of the car now!" the Thing directed, voice muffled under the mask. It was, muffled or not, a deep voice, a masculine voice. Muffled or not, it demanded authority.

    Fearing the intruder would shoot through the pane if he did not comply, Jimmy obliged, pushing the door outward and stepping into the night. Gravel crushed under heel. Mary Jeanne, her hand in her boyfriend's, followed suit and stood beside him. "You can have all the money we have, mister," the girl warbled. "Just don't hurt us."

    Try as they may, the couple could not detect eyes through the slits where eyes should be. Only blackness, a hollowness, like that within an unlit window sill pumpkin at Halloween. As if he noticed their inquisitive stares, the stranger flicked on a flashlight into their faces to blind their perceptions. Behind the sudden and bright beam, Jimmy heard the Thing's voice: "Do as I say and I won't hurt you."

    Jimmy's lips quivered. "What do you want? My wallet? The car?"

    "Your britches." The Voice chuckled this time. "Remove your britches."

    "I will not!" the boy responded. He wondered for a moment if this was some kind of gag proffered by his buddies.

    "Do it or I'll kill you!" insisted the Voice.

    Mary Jeanne pleaded, tugging at her date's shirtsleeve. "Please, Jim, do what he says."

    Jimmy hesitated, wondering why this absurdity. He glanced at the gun barrel, for the first time noticing it leveled within inches of his abdomen, and lost all male inhibition. Unbuckling his belt, he let the corduroy trousers drop below his kneecaps. In that same moment, he watched the Thing's hand raise overhead, the one holding the pistol, and with first a flashing light then a blistering pain he realized that the man had belted him - twice he sensed in quick succession - with the butt of the gun. Dizzy, his legs crumpled beneath him. Time and space faded.

    The creature now turned to face the girl. She ducked beneath his reach and dashed in her desperation toward a dark connecting lane of overhanging cypress. She sensed him strike forth again and this time felt his fist tug the back of her sweater to pull her into him; like fodder, she was tossed to the ground. Now triumphant, the animal sat on top of her; it coughed, then wheezed, then snorted like a bull who had made a rag doll from a matador. His hands crept up the inside of her skirt; she could feel the cold of the gun metal against her thighs. Despite her pleas, his abuse continued, for the barrel of the gun was resting now against her panties, phallic like. Even though his face was hidden behind the dirty cover of canvas, the girl knew he was grinning. She could see the glint of debauchery in his eyes - those dark eyes that now glimmered through the peep holes. They shone now, almost iridescently, in the full glow of evil, in the full of the moon...

    ...But, no, it was not the moon. Too bright for the moon, for the ray of white light illumined the beast's full form, froze his macabre presence like a waxen dummy, forever twisted and clenched in nature in a house of horrors. The light caught his attention; he groaned and cursed and by his cussing Mary Jeanne, under him, knew it was the light of an approaching automobile.

    But, as he eased up on her, obviously to run, he intended to have the last word. Walloping her across her face and shoulders several times with his fists, he at last retreated into the darkness from whence he came.

    * * * * *

    The darkness would not hold him long. He would return. His first two victims had been lucky to have been alive, even though they did not - and Texarkana did not -- realize their fortune at the time. Mary Jeanne and her boyfriend were rushed to the hospital where the girl's bruises were tended to. Jimmy had been hit with such ferocity that his skull had been fractured in two places. But, he too survived to tell the story.

    They had escaped from what would become over the ensuing months a deadly rush of murders brought on by this same Thing that crept in from the silence where lovers should have been left alone to spoon.

    Between February and May, 1946, the city of Texarkana would endure one of the most sanguine, most frightening episodes in its long and colorful history. It was The Season of the Phantom, of his Moonlight Murders, of his dangerous ghostlike elusive ambushes that crawled under the skin of man, woman and child who couldn't sleep at night, who suddenly began locking their doors in a town that didn't need bolting before.

    He was never caught. Who he was, where he came from, where he went is still much of a mystery; at best, there is a central suspect, no more. Evidence remains minimal.

    In the end, Jimmy and Mary Jeanne would be the only two victims who could describe him, and their descriptions were hazy. They described him as standing about six feet tall, wearing a rough-looking homemade hood of white, with holes punched out for the eyes and mouth.

    "It is an image most commonly associated today with the Phantom Killer," writes Carmen Jones, one of the staff writers of the Texarkana Gazette, which in 1996 produced a half-century retrospective of the murders. "It is the image of record because no one else who saw the killer at work lived to give a description." And it is that image that haunted movie screens when Hollywood filmed a semi-documentary of the event called The Town That Dreaded Sundown.

    Mary Jeanne Larey herself dreaded many sundowns to come after that night. She spent months of scarred dreams and restless afternoons, eventually leaving town to live with relatives in Oklahoma. But, she would always remember his voice.

    "I would know that it anywhere," she later said. "It rings always in my ears."


      CHAPTERS
    1. From The Dark

    2. This Time, Death

    3. Naming The Beast

    4. Pandemonium

    5. Rabid!

    6. Suspects

    7. An Open Book

    8. Bibliography

    9. The Author

    July 21

    10 อันดับคดีฆาตกรรมที่ยังไขไม่ออก (น่ากัว--*)

    อันดับคดีฆาตกรรมปริศนาที่ยังไขไม่ออก

    อันดับ 10 แจ๊ค เดอะ ริปเปอร์ ชำแหละพิสดารจากนรก
    แจ๊ค เดอะ ริปเปอร์ เป็นชื่อของชายคนหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์อังกฤษ ที่ชาวอังกฤษและชาวโลกรู้จักกันดี ทำไมน่ะหรือ ? ชายคนนี้เป็นฆาตกรต่อเนื่องที่ก่อคดีสะเทือนขวัญมานับครั้งไม่ถ้วน มันเริ่มฆ่าหญิงโสเภณีในย่านสลัมของย่านลอนดอน ตั้งแต่ 31 สิงหาคม ค.ศ.1888

    ซึ่งผ่านมากว่าร้อยปีแล้ว

    ทำไมถึงได้ดัง ทั้งที่ฆาตกรโหดเหี้ยมที่โดดเด่นและฆ่าเหยื่อมากกว่าเขา มีมากกว่าร้อยกว่าคน

    คำตอบที่น่าจะกล่าวได้คือ ชายผู้นี้ยังไม่เคยโดนจับได้เลยตั้งแต่เขาก่อคดีสะเทือนขวัญผู้คนในลอนดอนมา ทั้งยังการฆ่าที่โหดเหี้ยมและน่าสยดสยอง ไม่ว่าจะเป็นการฆ่าเหยื่อโดยการผ่าท้อง และลากเอาไส้มาขวัญไว้ที่เสาไฟฟ้า การแขวนศพเหยื่อไว้บนกำแพง ฯลฯ และที่สำคัญไม่มีข่าวรายงานเลยว่ามีคนที่เคยเห็นหน้าแจ๊คด้วยซ้ำไป กระทั่งผู้ที่อาศัยอยู่ละแวกใกล้ๆ แม้แต่ตอนที่แจ๊คลงมือยังแทบไม่ได้ยินเสียงอะไรที่ผิดปกติเลย โดยเหยื่อนั้นเสียชีวิตจากการถูกของมีคมแทงหรือไม่ก็ชำแหละ คมมากจนถึงขนาดตัดกระดูกออกมาได้

    จนกระทั้งแจ๊ค เดอะ ริปเปอร์ หยุดการกระทำหฤโหด ทิ้งปริศนาไว้ตลอดกาลว่าเขาคือใครกันแน่


    อันดับ 9 คดีฆาตกรรมในคิงส์เบอรี

    คดีนี้เกิดขึ้นในคลีแลนด์ รัฐโฮไอโอ อเมริกา ค.ศ.1930-40 เรื่องของเรื่องคือมีการพบศพมนุษย์ศพแล้วศพเล่า กว่า 13 ศพ ในเขตลำน้ำคิงส์เบอรี รัน ทุกรายล้วนถูกฆาตกรรมโดยตัดหัว ตัดแขน แต่ละศพถูกทำความสะอาดด้วยล่ะครับ ทุกรายไม่สามารถระบุชื่อได้ ยกเว้นรายที่3 และ 4 เท่านั้น และเป็นคดีดังแห่งประวัติศาสตร์ที่ดำมืดทุกวันนี้ว่าใครคือฆาตกร? และฆ่าคนมากมายเพื่ออะไร?

    อันดับ 8 เดอะ แบล็ค ดาห์เลีย ศพสยองข้างทาง

    เกิดขึ้นวันที่ 15 มกราคม 1947 เป็นคดีการตายของ อลิซเบธ ชอร์ค หญิงโรคจิต ที่ตายสยอดสยองเช่นกัน ศพเธอถูกพบที่สวนสาธารณะตอนเช้าตรู่ เป็นเป้าสายตาคนด้วยล่ะ ร่างกายของเธอถูกหั่นเป็นสองท่อน หลังจากชันสูตรก็พบว่าในกระเพาะมีอุจจาระ ที่ทวารหนักมีเศษเนื้อและเศษหญ้าที่ฆาตกรหั่นตอนเธอมีชีวิตและยัดตรงช่องทวารเลยเชีย
    วล่ะ

    ถึงแม้ในเวลาต่อมาฆาตกรจะส่งห่อของขวัญที่มีของใช้ผู้ตายไปให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ มีข้อความกำกับบอกด้วยน่ะว่าตนเป็นคนฆ่า แต่ตำรวจก็ไม่สามารถสืบได้อยู่ดีว่าใครคือฆาตกร ทำไมถึงลงมือกับเหยื่อได้โหดเหี้ยมอำมหิตถึงเพียงนี้ และปัจจุบันแฟ้มคดีนี้ก็ยังอยู่ในแผนกฆาตกรรมของตำรวจนครลอสแอนเจลีส อเมริกา จนถึงปัจจุบัน

    อันดับ 7 The Boston Strangler นักฆ่ารัดคอแห่งบอสตัน
    ช่วงปี 1960 ที่อเมริกา ได้มีฆาตกรต่อเนื่องก่อคดีฆ่ารัดคอผู้หญิงในบอสตัน ฆ่าไปมากครับ ไม่เว้นว่าสาวหรือแก่ ผิวขาวหรือดำ ต่อมา ชายชื่อ อัลเบิร์ต เดอ ซัลโวผู้ซึ่งถูกดำเนินคดีด้วยข้อหาเล็กๆ กลับสารภาพว่า ตนคือฆาตกร !
    เขาสารภาพว่าทำเองครับ ฆ่าหญิงเหล่านั้น เขาให้การว่าทำการฆ่าข่มขืน กระทำชำเราหญิงอย่างไรบ้าง มันก็น่าจะลงตัวที่เขาทำ หากแต่ ... จากคำให้การแล้ว มีหลายอย่างที่ไม่ได้ตรงกับความจริง เช่น เขาให้การว่าข่มขืนหญิงรายหนึ่ง มีการทำจนเสร็จกามกิจ ... แต่จากร่องรอย ศพของหญิงคนนั้นไม่มีคราบอสุจิใดๆ ทั้งสิ้น
    มันยังไงกันแน่ ... มีบางคนกล่าวว่า ที่อัลเบิร์ต เดอ ซัลโวให้การนั้นเขากำลังจะบอกว่าใครคือฆาตกรต่างหาก เขาอาจจะโดนบังคับให้สารภาพจากฆาตกรตัวจริง และแม้หากเป็นเช่นนั้น เราก็ไม่อาจทราบ เพราะ 4 ปี หลังจากสารภาพ ... เขาถูกแทงตายในคุก
    และความจริงก็ตายไปกับเขาด้วย
     
    อันดับ 6 คดีฆาตกรรมมาริลีน เชพเพิร์ด
    ใครเคยดูหนังเรื่อง The Fugitive น่าจะร้องอ๋อครับ เพราะรูปแบบของเรื่องราวนั้นเหมือนในหนังไม่มีผิด นายแพทย์หนุ่มที่ชื่อว่า แซม เชพเพิร์ด ถูกหาว่าสังหารภรรยาของเขา มารีลิน และถูกตัดสินจำคุกก่อนที่จะตายไปโดยที่ตราบาปนั้นยังคงอยู่ แซมให้การว่ามีบุคคลอื่นอยู่ในบ้าน และเขาถูกมันทำร้ายจนหมดสติไป พอตื่นมาอีกทีก็พบภรรยาของตนเองเสียชีวิตไปแล้ว
    ต่อมาลูกของเขาได้พยายามพิสูจน์ความจริง และรวบรวมหลักฐาน พวกรอยนิ้วมือเก่าเก็บและหลักฐานบางอย่างที่สมัยก่อนยังไม่สามารถตรวจสอบได้ มาตรวจสอบในปี 2000 ก็พบว่า ... ในวันนั้น นอกจากแซม และ มาริลีนแล้ว
    ... ยังมีบุคคลอื่นอยู่ที่นั่นด้วย .... แล้วเขาเป็นใคร ?



    อันดับ 5 The Tylenol Poisonings ยาพิษปริศนา
    ยาเม็ดแก้ปวดไทลินอล ทุกคนน่าจะรู้จักนะครับ ใช้กันบ่อยนี่หน่า ... ลองจินตนาการดู ... หากมีคนบ้าคนนึง เอายาพิษไซยาไนต์ (ยาพิษร้ายแรงที่เมื่อออกฤทธิ์แล้ว มีแต่ตายเท่านั้น!) ใส่ลงไปในยาเม็ดเหล่านั้น แล้วก็บรรจุมันลงกล่องตามปกติ จากนั้นก็วางแผงขาย แล้วก็มีคนซื้อไปกิน ... เขาจะเป็นอย่างไร
    ทีนี้เลิกจินตนาการครับว่ามันเป็นเรื่องจริงดีกว่า!
    ในอดีตนั้นยาไทลินอลมันยังเป็นแคปซูลนะครับ ไม่ได้เป็นเม็ดอย่างทุกวันนี้ แล้วก็เกิดมีใครบางคนเอาไซยาไนต์ใส่ลงไปในแต่ละแคปซูลแล้วก็แพ็คขายตามปกติ ใครกินก็มีแต่ตายกับตาย ซึ่งก็มีคนมากมายตายไปเพราะไทลินอลสอดไส้ไซยาไนต์นี้เอง
    มันเริ่มเกิดขึ้นปี 1982 ที่อเมริกา จู่ ๆ มีหลายรายกินยาชนิดเข้าแล้วก็ตาย เหตุเกิดหลายรัฐมากครับและมันเป็นการฆ่าแบบสุ่มครับ ไม่มีเป้าหมาย คิดดู สิ่งที่ฆาตกรทำก็คือนั่งลงดูทีวีและรอว่าเมื่อไหร่ข่าวที่เป็นผลงานตนจึงจะออกมา และแน่นอนว่าผู้ตายย่อมไม่มีความแค้นกับมัน(เพราะมันสุ่มฆ่าอยู่
     
    อันดับ 4 Jonbenet Ramsey Murder สังหารโหดนางงามเด็ก

    วันที่ 25 ธันวาคม ปี 1996 วันคริสต์มาสสำหรับหลายๆ คน แต่มันคือวันสุดท้ายในชีวิตของเด็กน้อยอายุไม่ถึง 8 ขวบ นาม Jonbenet Ramsey เช้าวันนั้นแม่ของเธอแจ้งความว่าเธอได้รับโน้ต เนื้อความคือ Jonbenet ลูกสาวของเธอถูกลักพาตัวไป ... การดำเนินหาตัวเธอก็เริ่มขึ้น แต่ก็ไม่มีใครพบ จนตำรวจลองให้พ่อแม่ของเธอค้นในบ้านอีกครั้ง ... อันนำมาสู่ปริศนาอันน่าสะพรึง
    Jonbenetถูกพบเป็นศพ.ที่ใต้ถุนบ้านของเธอเอง!
    เธอถูกรัดคอและทุบกระโหลก เธอเสียชีวิต ... แต่มันอะไรกัน เธอโดนลักพาตัว หายไปจากบ้าน มีการค้นแล้วนี่หน่า ... แต่หลักฐานต่อมาน่าฉงนยิ่งกว่า นั่นก็คือ โน้ตหรือจดหมายลักพาตัวนั้น ถูกเขียนโดยปากกาในบ้านนั้นเอง ... แต่ลายมือไม่ใช่ของคนในบ้าน จากการสืบสวน ไม่มีหลักฐานว่าคนในบ้านเเกี่ยวข้องกับการตายของเธอเลย ซึ่งนั่นก็ปี 1996 ซึ่งวิทยาการไม่ได้อ่อนด้อย การสืบสวนก็ทันสมัยแล้วแต่กลับไม่มีอะไรอธิบายเรื่องนี้ได้เลย
    ผมสารภาพเลยครับว่าคดีนี้เล่นเอาผมขนลุกและน้ำตาซึมไปพร้อมๆ กัน ขนลุกก็เพราะปริศนาสารพัดอย่างที่บอกนั่นแหละ แต่ที่น้ำตาซึมก็เพราะ ผมได้เห็นรูปเธอด้วย เธอเป็นเด็กผมทองที่น่ารักมาก สดใสมากคนนึง ขอบอกว่าผมไม่ได้คิดในแง่อกุศลใดๆ ครับ เธอสดใสยิ่งกว่าเด็กคนอื่นที่ผมเคยเห็นมาจริงๆและพอรู้ชะตากรรมแบบนี้มันเศร้าขึ้นมา
    อย่างบอกไม่ถูก
    และ ... คุณก็ทราบดี ... คดีนี้ยังหาตัวฆาตกรไม่ได้ เช่นกัน

    ถึงแม้จะมีการจับนาย มาร์คา และเขาจะสารภาพแล้วก็ตาม แต่เหมือรชะตาเล่นตลก เพราะผลพิสูจน์ ดีเอ็นเอจากศพ ผลปรากฏว่า มันไม่ใช้ของเขา ศาลจึงไม่สั่งฟ้องนายมาร์ค

    อันดับ 3 The Phantom Killer ฆาตกรล่อนหน
    คดีนี้เป็นฆาตกรรมสะเทือนขวัญอันหนึ่งครับ 1946 ในอเมริกาเช่นกัน คือมีฆาตกรต่อเนื่องก่อคดีฆ่าคนนั้นแหละ เหยื่อโดนทั้งมีดทั้งปืนเมื่อฆ่าเสร็จแล้วก็หายไปเลยยังกับเป็นควัน แน่นอนก็ยังไม่มีใครจับได้ เพราะฉายาของเขาก็คือ Phantom


    อันดับ 2 The Green River Killer ฆาตกรลับสมอง
    คดีนี้เกิดแถบซีแอ้ตเติล 1982 ครับ เมื่อมีฆาตกรต่อเนื่องฉายา ฆาตกรแห่งกรีนริเวอร์ ได้ฆ่าคนตายไปกว่า 50 ศพ แต่ละศพก็ทิ้งร่องรอยหลักฐานไว้เหมือนจะท้าทาย แต่ก็ไม่มีใครสามารถสาวถึงตัวฆาตกรได้ และที่น่าสะพรึงอย่างมากก็คือ ว่ากันว่า ทุกวันนี้ ยังมีการฆาตกรรมที่มีรูปแบบคล้ายกับ ฆาตกรแห่งกรีนริเวอร์ ปรากฎอยู่บ่อยครั้ง มันเป็นฝีมือของพวกเลียนแบบ .... หรือเป็นฆาตกรแห่งกรีนริเวอร์ตัวจริงกันแน่ ?

    อันดับ 1 The Zodiac Killer ฆาตกรจักรราศี
    นี่คือสุดยอดฆาตกรโรคจิต ฆาตกรที่เหล่าผู้ค้นคว้าศึกษาเรื่องคดีฆาตกรรมทั้งหลายต่างรู้จักกันดี"ฆาตกรจักรราศี" !
    วันหนึ่งในปี 1968 แถบซานฟรานซิสโก มีวัยรุ่นหนุ่มสาวกำลังพรอดรักกันในรถ จากนั้นก็มีใครบางคนเดินเข้ามา ชักปืนและยังทั้งคู่ดับอนาถเลือดสาดไปทั่วบริเวณนั้น ... เปิดมาเหมือนกับตอนหนึ่งของหนัง ศุกร์ 13 ใช่มั้ยครับ หากแต่มันเป็นเรื่องจริง และมันก็ทำอีกในปี 1969 เช่นเคยวัยรุ่นหนุ่มสาวถูกฆ่าแต่ผู้ชายรอดมาได้และให้การว่าฆาตกรมีผิวขาว!
    ฉายาจักรราศีของมันมาได้อย่างไรหลายคนอาจสงสัย...และนี่คือคำตอบ
    หลังจากมันก่อ 2 คดีโหดแล้ว มันได้ส่งจดหมายไปหาตำรวจ และภายในแทนที่จะเป็นภาษาอังกฤษ มันกลับเป็น สัญลักษณ์จักรราศี จากความที่ถอดได้คือ "ฉันชอบฆ่าคน มันสนุกดีมากๆ"แต่สัญลักษณ์17ตัวสุดท้ายของจดหมายกลับไม่มีใครถอดออก
    และการฆ่าครั้งต่อมาก็สยองขวัญถึงขีดสุด เมื่อมันลงมือด้วยการสวมฮู้ด (เหมือนเอาผ้าดำคลุมหัวน่ะครับ) ใส่ชุดที่มีสัญลักษณ์จักรราศี มันลงมือแทงวัยรุ่นหนุ่มสาวคู่หนึ่งกลางวันแสกๆ แบบไม่ยั้ง!ต่อมาคนขับแท๊กซี่ก็เป็นอีกรายที่ตกเป็นเหยื่อของฆาตกรรายนี้
    ฆาตกรรายนี้นับว่าสั่นประสาทชาวอเมริกันอย่างสูง และถ้าสังเกตก็จะพบว่ามันชอบฆ่าวัยรุ่นหนุ่มสาว ซึ่งคงจะมองออกแล้วนะครับว่าพวกหนังไล่ฆ่าแนวศุกร์ 13 นั้น ได้แรงบันดาลไจมาจากอะไรและคงพอจะเข้าใจแล้วนะครับว่าทำไมวัยรุ่นอเมริกันจึงค่อนข้า
    งกลัวหนังประเภทนี้ ในขณะที่บ้านเราเห็นว่าเป็นหนังตลกไร้สาระ...ก็บ้านเขามีคนตายแบบนี้จริงๆนี่หน่า
    ว่ากันว่าสัญลักษณ์ 17 ตัวสุดท้ายของจดหมายนั้น ... คือ ชื่อของเขา ... แต่ก็ไม่มีใครถอดได้
    และเขายังคงลอยนวล ตราบจนทุกวันนี้ ...

     
    July 16

    never have regrets.....

        

     

    Anti Love

    ไม่มีอะไรอยู่กับเราได้นาน

    ดังนั้นควรดำเนินชิวิตต่อไป

    ยอมรับมัน หัวเราะไปกับมัน

    หลีกเลี่ยงความไร้สาระ

    อย่าเสียใจในสิ่งที่เกิดขึ้น

    เพราะถึงจุดๆนึง

    เพราะทุกๆสิ่งที่ได้ทำไปนั้น

    จริงๆแล้วสิ่งนั้นเป็นสิ่งที่คุณต้องการ
    More eComments


    July 06

    How do I live..

      
       
     
     
     JUST...POEM
      
         คงต้องห่างกันตลอดไป                 
       ถ้าต้องถามใจก็คงต้องตอบอย่างนี้                  
         เพราะข้างในหล่ายสิ่งไม่รักดี           
       คงต้องจบในแบบนี้เพื่อให้หลายคนเข้าใจ    
         เข้าใจว่าตัวฉันมันย่ำแย่              
       ตัวเองมันอ่อนแอแบบนี้คงทนไหว         
         ย่ำยีกันเข้ามาเถอะให้สะใจ                      
       เจอแต่การผลักใสของใครหลายคน                   
     คนที่ฉันเคยรักและเคยแคร์                
    เขาเคยดูแลบ้างรึเปล่าฉันไม่สน
         คนที่รักฉันด้วยความอดทน
       ฉันไม่เคยรับรู้ความสับสนในใจเขาเลย
      มันคงเป็นเรื่องธรรมดาเหลือเกิน
       หากเรื่องราวที่ยังดำเนินไปตอนนี้
      มันเป็นเรื่องราวของคนที่ผ่ามาผ่านไปคงจะดี
       แต่สิ่งที่เลวร้ายขึ้นทุกทีคือคำว่า...เพื่อนกัน
     
     
     
     
    Lyrics
    เนื้อเพลง  How do i live
    Artise  Trisha  Yearwood
     
    How Do I
    Get Through The Night Without You
    If I Had To Live Without You
    What Kind Of Life Would That Be
    Oh I
    I Need You In My Arms Need You To Hold
    You're My World My Heart My Soul
    If You Ever Leave
    Baby You Would Take Away Everything Good In My Life

    And Tell Me Now
    How Do I Live Without You
    I Want To Know
    How Do I Breathe Without You
    If You Ever Go
    How Do I Ever Ever Survive
    How Do I How Do I Oh How Do I Live

    Without You
    There'd Be No Sun In My Sky
    There Would Be No Love In My Life
    There'd Be No World Left For Me
    And I
    Baby I Don't Know What I Would Do
    I'd Be Lost If I Lost You
    If You Ever Leave
    Baby You Would Take Away Everything Real In My Life

    And Tell Me Now
    How Do I Live Without You
    I Want To Know
    How Do I Breathe Without You
    If You Ever Go
    How Do I Ever Ever Survive
    How Do I How Do I Oh How Do I Live

    Please Tell Me Baby
    How Do I Go On

    If You Ever Leave
    Baby You Would Take Away Everything
    I Need You With Me
    Baby Don't You Know That You're Everything
    Real In My Life

    And Tell Me Now
    How Do I Live Without You
    I Want To Know
    How Do I Breathe Without You
    If You Ever Go
    How Do I Ever Ever Survive
    How Do I How Do I Oh How Do I Live

    How Do I Live Without You

    How Do I Live Without You Baby
    June 28

    Help!!

     
     
    June 27

    mv....Way back into love

      

    http://www.tvmass.net/download/19377532699399

    Link download this mv

    เออคือเพิ่งเช่า DVD เรื่องนี้มาดูค่ะ น่ารักมากค่ะเพลงก็เพราะ ฟังครั้งแระประทับใจเลยค่ะ

    บอกได้คำเดียวว่าประทับใจหนังเรื่องนี้มากน่ารักๆจิงๆค่ะ   เป็นหนังรักโรแมนติกที่น่าดูอีกเรื่องเลยน่ะเนี๊ยะ

    Lyrics

    Way back into love

    I've been living with a shadow overhead
    I've been sleeping with a cloud above my bed
    I've been lonely for so long
    Trapped in the past, I just can't seem to move on

    I've been hiding all my hopes and dreams away
    Just in case I ever need em again someday
    I've been setting aside time
    To clear a little space in the corners of my mind

    All I want to do is find a way back into love
    I can't make it through without a way back into love
    Oh oh oh

    I've been watching but the stars refuse to shine
    I've been searching but I just don't see the signs
    I know that it's out there
    There's got to be something for my soul somewhere

    I've been looking for someone to shed some light
    Not somebody just to get me through the night

    I could use some direction
    And I'm open to your suggestions

    All I want to do is find a way back into love
    I can't make it through without a way back into love
    And if I open my heart again
    I guess I'm hoping you'll be there for me in the end
    oh, oh, oh, oh, oh

    There are moments when I don't know if it's real
    Or if anybody feels the way I feel
    I need inspiration
    Not just another negotiation

    All I want to do is find a way back into love
    I can't make it through without a way back into love
    And if I open my heart to you
    I'm hoping you'll show me what to do
    And if you help me to start again
    You know that I'll be there for you in the end
    oh, oh, oh, oh, oh

    June 26

    Jack the ripper

    จดหมายเลือดที่ Jack เขียนถึงตำรวจค่ะ (แผ่นที่สองน่ะค่ะ)

    อันนี้ข้อมูลอย่างละเอียดค่ะ
     

    แจ็ค เดอะ ริ้ปเปอร์(Jack the Ripper) ยอดนักชำแหละ บรรลือโลก

    อันเนื่องมาจากเป็นตัวละครรายแรกของฆาตรกรบรรลือโลก หนึ่งในบรรดาฆาตรกรซึ่งหลบหายในมุมมืดของโลก และไม่มีใครในโลกสามารถตามจับได้แม้ว่าเวลาจะล่วงเลยผ่านมาเป็นเวลานานกว่า ชื่อของชายคนหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์อังกฤษ ที่ชาวอังกฤษและชาวโลกรู้จักกันดี ชายคนนี้เป็นฆาตกรต่อเนื่องที่ก่อคดีสะเทือนขวัญมานับครั้งไม่ถ้วน กับหญิงโสเภณีในย่านสลัมของย่านลอนดอน ซึ่งผ่านมากว่าร้อยปีแล้ว และมีหนังสือที่เกี่ยวกับแจ๊คออกมามากมาย ไม่เท่านั้น เพลง , เรื่องเล่า , ละครโอเปร่า และภาพยนตร์ก็ยังเคยนำเรื่องราวของชายผู้นี้ไปสร้างกันหลายต่อหลายครั้ง

    นับว่า แจ๊ค เดอะ ริปเปอร์ เป็นอาชญากรชื่อดังแห่งยุคหรือศตวรรษนั่นเลยทีเดียว เป็นสัญญลักษณ์ของความน่ากลัวต่อชาวอังกฤษ จนถึงทุกวันนี้เมื่อนึกถึงชื่อนี้ขึ้นมา (the man should not be named) ทำไมชื่อของ แจ๊ค เดอะ ริปเปอร์ยังคงเป็นที่จดจำกันได้จนถึงทุกวันนี้ ?

    คำตอบที่น่าจะกล่าวได้คือ ชายผู้นี้ยังไม่เคยโดนจับได้เลยตั้งแต่เขาก่อคดีสะเทือนขวัญผู้คนในลอนดอนมา ทั้งยังการฆ่าที่โหดเหี้ยมและน่าสยดสยอง ไม่ว่าจะเป็นการฆ่าเหยื่อโดยการผ่าท้อง และลากเอาไส้มาแขวนไว้ที่เสาไฟฟ้า การแขวนศพเหยื่อไว้บนกำแพง ฯลฯ และที่สำคัญไม่มีข่าวรายงานเลยว่ามีคนที่เคยเห็นหน้าแจ๊คด้วยซ้ำไป กระทั่งผู้ที่อาศัยอยู่ละแวกใกล้ๆ แม้แต่ตอนที่แจ๊คลงมือยังแทบไม่ได้ยินเสียงอะไรที่ผิดปกติเลย โดยเหยื่อนั้นเสียชีวิตจากการถูกของมีคมแทงหรือไม่ก็ชำแหละ คมมากจนถึงขนาดตัดกระดูกออกมาได้ บ้างก็กล่าวว่าแจ๊คนั้นเป็นหมอผ่าตัดบ้าง คนชำแหละเนื้อบ้าง และหักอกจากหญิงคนรักที่เป็นโสเภณี หรือเพียงผู้หญิงธรรมดา บ้างก็ว่าลูกชายของแจ๊คนั้นโดนโสเภณีหลอกจนกระทั่งต้องฆ่าตัวตาย เลยเป็นเหตุให้เขาก่อคดีเหล่านี้ คดีฆาตกรรมที่แก้ไม่ได้ของแจ๊คเดอะ ริปเปอร์ ทำเอาตำรวจทั้งลอนดอนปวดหัวเป็นการใหญ่ และพยายามสืบหาว่าเขาเป็นใครและทำการฆาตกรรมต่อหญิงโสเภณีไปเพื่ออะไร จนถึงทุกวันนี้ก็ยังมีการตั้งสมมติฐานและสืบจากหลักฐานที่บันทึกไว้อยู่ แต่ก็ยังไม่ได้เรื่องราวคืบหน้าอะไร

    ตำนานเรื่องราวที่น่ากลัวนั้นเริ่มจากคืนหนึ่งในกรุงลอนดอน อากาศหนาวและหมอกลงหนาจัด จนกระทั่งมีชายคนหนึ่งเดินแหวกสายหมอกออกมา พร้อมกับหญิงโสเภณีคนหนึ่ง โดยไม่รู้ตัวว่าตัวเองนั้นจะไม่มีโอกาสได้เห็นพรุ่งนี้อีกแล้วเมื่อมาอยู่ในอุ้งมือมัจจุราชของชายที่มาด้วยกัน เมื่อถึงที่ลับตาคน แจ๊คก็เริ่มฆ่าเหยื่อด้วยมีดอย่างรวดเร็วและเงียบกริบ และจากไปโดยไม่มีใครล่วงรู้ อย่างหนึ่งที่ตำรวจและผู้เชี่ยวชาญกล่าวไว้ว่าเหตุผลที่แจ๊คลงมือนั้น แทบจะหาประเด็นมาอธิบายไม่ได้ ชายผู้นี้ลงมือด้วยความพอใจ หรือ ? ลงมือด้วยความแค้นต่อ "ใคร" หรือ "อะไร" สักอย่าง มาจนกระทั่งถึงเหยื่อรายสุดท้าย จากนั้น แจ๊คเดอะ ริปเปอร์ก็ได้หายไปจากหน้าประวัติศาสตร์คดีฆาตกรรม โดยไม่เหลือร่องรอยอะไรทิ้งไว้ นอกจากตำนานการฆาตกรรมสยองขวัญ ที่ยังคงเป็นที่จดจำของชาวอังกฤษ มาจนกระทั่งทุกวันนี้ ...

    จุดเริ่มต้นของคืนสยอง เรื่องราวการชำแหละอย่างสยดสยองที่ทำให้คนทั่วโลกกลัวกันจนตราบทุกวันนี้เกิดขึ้นเมื่อออ ค.ศ.1888 ในมหานครลอนดอน โดยเฉพาะประชาชนในย่านไวท์ ซาเบทและย่านอิสต์ เอนด์ ในขณะที่ประเทศอังกฤษนับว่าเป็นชนชาติที่รุ่งเรืองในอารยธรรมมากที่สุดในโลกขณะนั้น ลอนดอนเป็นเมืองหลวงที่มั่งคั่ง ยิ่งใหญ่ หรูหราที่สุด ชาวลอนดอนทุกคนต้องแต่งกายดี มีมารยาททางสังคมสูงส่งเป็นผู้ดีที่ใช้ชีวิตประจำวันราวกับลีลาพญาหงษ์ แต่ทว่า ในอีกด้านหนึ่งของนครอันศิวไลน์นั้นยังมีตรอก ซอก ซอย ที่อยู่ในจุดอับของความเจริญ ซึ่งชีวิตของคนในนั้นจะดูน่าสังเวช ไม่ผิดกับหนูในท่อ เด็ก 5 ขวบมักติดโรคตาย วัยรุ่นติดเหล้า เสพยามีสันดานเป็นโจรไพร่ พวกผู้หญิงวัยรุ่นจนถึงกลางคนจะยึดอาชีพค้าประเวณี ทำตนเปป็นหญิงแพศยา ทำให้รูปร่างเหี่ยว โทรม และแก่เกินวัย ทำให้พวกเธอตกเปปป็นเป้าสายตาของมนุษย์ที่เปรียบได้ดังอสูรร้าย ที่เกลียดชังพวกเธอ จนมันผู้นั้นต้องการให้เธอตายเสมือนไล่บี้แมลงสาบให้ไส้ทะลัก และตายอย่างไม่เป็นชิ้นเป็นอัน

    รายที่หนึ่ง เริ่มต้นในช่วงตี 5 ของวันที่ 7 สิงหาคม ค.ศ.1888 มีผู้เข้าแจ้งความตำรวจแล้วแจ้งว่า มีคนถูกฆ่าตายที่หน้าบ้านของเขา เมื่อตำรวจรุดเข้าไปสถานที่เกิดเหตุ ประจวบกับแสงแดดอ่อนยามเช้าส่องเข้าไป ทำให้เห็นสภาพศพที่ยับเยินของผู้หญิงคนหนึ่ง ผู้คนแถบนั้นต่างรู้จักเธอ ว่าเธอคือ มาร์ธา เทอร์เนอร์ โสเภณีวัย 35 ปี จากสภาพศพชันสูตรออกมาว่า เธอถูกจู่โจมข้างหลัง และฆาตกรได้เชือดคอเธออย่างทารุณ ก่อนที่จะจ้วงล้วงควงแทงเธออีกกว่า 39แผล เท่านั้นยังไม่พอใจในความวิปริต มันได้เฉือนเนื้อของเธอเป็นชิ้นโตๆ โปะไว้ตรงกองศพ ทว่า...การตายของเธอยังไม่ได้รับการสนใจพอ เพราะถือเป็นเรื่องปรกติ

    รายที่2 จากรายแรกผ่านไป 24 วัน ชาวบ้านก็ต้องผวาอีกครั้ง เพราะครั้งนี้โหดเหี้ยมกว่าครั้งแรก ในคืนวันที่ 31 สิงหาคม ย่านไวท์ ซาเบล............มีผู้พบศพแมรี่ แอนนี่ นิโคล"พริ้ตตี้ พอลลี่" วัย 42 ปี ซึ่งก่อนหน้านี้2ชั่วโมงเธอได้เดินควงคู่กับชายแปลกหน้าสวมหมวกทรงสูงหลบซ่อนอยู่ในมุมมืด ซึ่งชายผู้นั้นได้เลี้ยงเหล้าเธอ และพาเธอหายไปในความมืด สันนิษฐานว่าฆาตกรได้ใช้มีดซึ่งผ่านการลับมาอย่างดี ปาดคอเธออย่างรวดเร็ว พอลลี่หมดสิทธิ์ร้อง เพราะหลอดลมของเธอถูกตัดกระจุย และเธอยังไม่ทันตายสนิท คมมีดถูกปักเข้าที่ท้องและชำแหละลากเอาไส้ของเธอออกมา ซึ่งตำรวจผู้ชันสูตรกล่าวว่า*คนร้ายมีความรู้ในด้านกายภาพยอดเยี่ยมมาก เขาน่าจะเป็นหมอก่อนเป็นฆาตกร*

    รายที่3 ห่างจากรายที่ 2 เพียง 7 วันเท่านั้น"ดาร์ก แอนนี่" หรือ แอนนี่ แชบแมน หญิงบริการผิวคล้ำซึ่งป่วยด้วยวัณโรค ถูกเชือดชำแหละในคืนวันที่ 8 กันยายนในถนน ฮานเบอรี่ 2สองศพที่ผ่านมานั้นยังเทียบกับศพนี้มิได้ เพราะเธอถูกเชือดคอ ก่อนที่จะหั่นเนื้อของเธอเป็นชิ้นๆและจบลงด้วยการแหวะท้อง ลากเครื่องในออกมากองไว้ข้างนอก โดยชาวบ้านต่างพากันว่าเป็นฝีมือของตำรวจนั้นเอง เพราะเป็นพวกไม้เบื่อไม้เมากับโสเภณีเหล่านี้มานาน อันเป็นจุดพลิกผันของเรื่อง เพราะในขณะนั้น ชาวยิวซึ่งอพยบมาจากรัสเซียเกิดถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่ามีส่วนรู้เห็นด้วยกัน ยิ่งทำให้ถูกเข้าใจผิดมากไปกว่าเดิมเสียอีก เพราะชาวยิวในยุคนั้นถูกข่มเหงรังแกจากชาวยุโรป ทำให้เกิดบ้าบอขึ้นมาและลงที่ผู้หญิงหากินก็ได้ 

    รายที่ 4 เช้าวันที่ 30 กันยายน แถวๆดัทฟิลด์ ยารัต ตำรวจกำลังออกเวรได้พบขายาวๆสวมถุงน่องชี้โด่ออกมาจากประตูโรงงาน ศพนั้นรู้จักกันในนามของ"ลอง ลิซ"วัย 45 ปี เหยื่อรายนี้ถูกขัดจังหวะก่อนที่จะชำแหละเสร็จ ฆาตกรจึงลงกับรายที่ 5 ทันที อาจเป็นเพราะอารมณค้างน่ะครับ มือชำแหละได้ลงมือสังหารรายที่ 5 ทันทีเป็นเวลา 45นาทีหลังจากพบศพของ"ลอง ลิซ"

    รายที่ 5 "เคต เคลลี่" อายุ43 ปีโดนเชือดเข้าที่ใบหน้า ตามตัวถูกกรัดด้วยและกระหน่ำแทงอย่างไร้ความปราณี ยังไม่พอ.......ฆาตกรตัดไตข้างซ้ายและอวัยวะอื่นๆกลับบ้านไปด้วย และที่สำคัญ ครั้งนี้ฆาตกรมี Massageเลือดฝากถึงตำรวจด้วยว่า"อย่าโทษชาวยิว พวกนี้ไม่รู้เรื่อง" "ท่านที่เคารพ...ผมคอยติดตามข่าวสารอยู่ตลอดเวลาว่าเมื่อไหร่เมื่อไหร่ตำรวจจะได้รู้และตามจับผมได้สักที แต่จนแล้วจนรอดเขาก็ยังหาไม่พบ ผมขอบอกตามตรงว่า ผมขยะแขยงผู้หญิงบางจำพวก คอยดูสิ ผมจะฆ่าพวกมันให้ได้ครบรูร้อยเข็มขัดของผมเลยจะบอกให้ งานของผมนี่สนุกมากเลย ผมเก็บเลือดของพวกมันใส่เข้าไปปในขวดเอาไว้ใช้ต่างหมึกสำหรับเขียนมาถึงท่านนี่ไง อีกไม่นานท่านจะได้ข่าวคืบหน้าขึ้นมาอีก บางที่ผมอาจจะตัดหูของนังเวรพวกนี้ใส่ซองกับจดหมายด้วยลงชื่อ Jack the Ripper" นี่เป็นครั้งแรกที่ชื่อของ Jack the Ripper ผุดขึ้นออกมาสู่โกภายนอกและรายสุดท้ายก็มาถึง รายสุดท้าย แมรี่ เจน แคลลี่ ถูกฆ่เมื่อวันที่ 9 พฤษจิกายน 1888 เธอน่าสงสารที่สุด เพราะด้วยวัยเพียง 24 ปี และหน้าตาที่สวยไม่ใช่เล่น ซึ่งผิดกับครั้งที่ผ่านมาเพราะที่ผ่านมาเป็นผู้หญิงแก่ๆ ร่างกายทรุดโทรม เคลลี่ เป็นสาวสวยผมบลอนด์ เคยทำงานในราชสำนักของอังกกษ เป็นพี่เลี้ยงให้ทารกสาวน้องให้แก่เจ้าชาย อัลเบิร์ต วิคเตอร์ แต่เธอถูกจับได้ว่าทำงานพิเศษเป็นโสเภณี จึงถูไล่ออก และเข้ามาอาศัยในมิลเลอร์คอร์ด และเธอค้างค่าเช่าห้องประจำ ผู้ชายคนสุดท้ายก่อนที่เธอจะตายคือ จอร์ซ ฮัทซิ่งสัน ผู้ที่เธอไปของเน แต่เขาไม่ให้ เธอจึงผละออกไปหาชายผู้สวมหมวกยาวสีดำ ผอมสูง และนั่นคืออครั้งสุดท้ายที่เธอมีชีวิตอยู่.................. เช้าวันที่ 9 เคลลี่ถูกพบเป็นศพอยู่ในห้องเช่า เพราะคอที่บอบบางของเธอถูกปาดจนเกือบขาด เนื้อถูกแล่เป็นริ้วๆ จนเหลือแต่กระดูกขาวเว่อร์ ท้องถูกผ่าแหวะออก ตับและไส้ถูกกองออกมาระหว่างเท้าสองข้าง(ขอบรรยายแค่นี้พอครับ เพราะโหดเกินพิกัด) และรู้สึกว่าเคลลี่จะเป็นรายสุดท้านนะครับ เพราะว่าแจ็ค เดอะ ริ้ปเปอร์ จะหยุดทำการแล้ว เพราะไม่มีศพรายไหนที่เป็นแนวชำแหละแบบ แจ็ค เดอะ ริ้ปเปอร์ อีกเลย เสมือนกับว่าเขาหายไปอย่างกระทันหันเลย

    เอกลักษณ์ประจำตนของแจ็ค เดอะ ริ้ปเปอร์ ซึ่งพยานปากเอกทั้งเจ้าของร้านอาหารที่หญิงเหล่านั้นเข้าไปก่อนตายและหญิงบริการที่เป็นเพื่อนของผู้เคราะห์ร้ายได้ให้ปากคำพอจะรวบรวมข้อสันนิษฐานได้ดังนี้

     1.แจ็ค เดอะ ริ้ปเปอร์ เป็นคนที่ถนัดซ้าย คำยืนยันนี้เป็นของตำรวจที่ต้องกล้ำกลืนฝืนตนเข้าไปคุ้ยเขี่ย เอ้ย ชันสูตรซากศพที่เกิดจากฝีมือของเจ้าแจ็ค เดอะ ริ้ปเปอร์

    2.แจ็ค เดอะ ริ้ปเปอร์ เป็นคนรูปร่างผอง สูง ผิวเผือดซีด

    3.เขามีหนวดซึ่งผ่านการคลิบแต่งอย่างดี

    4.เขาสวมเสื้อคลุมยาวสีดำ หมวกดำทรงสูง หลุบหน้า

    5.ท่าทางดูเป็นผู้ดี แต่อาจรู้จักย่านอีสต์ เอนด์แทบทุกซอกทุกมุม และบางที่ อาจจะรู้ทางมากกว่าตำรวจท้องถิ่นก็เป็นได้

     6.ท่าทางความกระฉับกระเฉง บ่งบอกถึงความเป็นหนุ่มเป็นแน่นแน่นอน มิใช่คนเเก่ มิฉะนั้นการชำแหละอาจจะต้องเกิดความติดขัดได้(ฮา) นอกจากนั้นยังปราดเปรียว ค่อนข้างมีเสน่ห์

    7.มีความรู้สูงโดยพิสูจน์จากกายวิภาค และการใช้ภาษาในการเขียนจดหมาย ซึ่งรายมือสวยพอๆกับสะบัดสำนวนที่เขียนจดหมายเข้ามา และแล้ว รายชื่อผู้น่าสงสัยถูกเปิดออกมา 10 ราย ซึ่งเขาแต่ละคนนั้นประวัติก็ดี้ดีซะเหลือเกินนะครับ เรามาดูกันดีกว่าครับ(สั้นๆ)

    1.เจ้าชาย อัลเบิร์ต วิคเตอร์,ดยุคแห่งคลาเรนซ์ ซึ่งทรงเป็นพระราชนัดดาของสมเด็จพระนางเจ้าวิคตอเรีย และพระองค์ถูกสงสัยไม่ใช่เรื่องอื่นไกล เพราะพระอุปนิสัยเสียจนถึงกับเสียมากนี่เอง เพราะทรงเจ้าชู้ ชอบสำส่อนกับโสเภณีในย่านสลัมจนกระทั่งพระองค์ได้ให้กำเนิดทารกจากโสเภณี ซึ่งแมรี่ เจน เคลลี่(เหยื่อรายสุดท้าย)เลี้ยง แต่พระองค์จับได้ว่า หล่อนมีอาชีพเสริมคือค้าประเวณี จึงถูกไล่ออก จนเคลลี่ประกาศจะแบล็คเมล์โดยรวมกลุ่มกับโสเภณีทั้งหลาย(ก็เหยื่อที่ถูกแจ็คเดอะ ริ้ปเปอร์ฆ่าตาย) ทางราชสำนักจึงมีบัญชาให้เก็บผู้หญิงแพศยานี้เพื่อปกป้องเกียติยศแห่งราชสกุล

    2.เซอร์ วิลเลียม กัลล์ แพทย์ประจำพระราชสำนัก ซึ่งอาจได้รับบัญชามาจากสมเด็จพระบรมราชินีนาถ วิคตอเรียให้มาจัดการแทนก็ได้ แต่หลังจากที่เเมรี่ เจน แคลลี่ตาย 2 ปี เขาก็เป็นบ้าแล้วถูกจังในโรงพยาบาลโรคจิตลอนดอน

    3.โจเซพ บาร์เน็ต ซึ่งเขาคือสามีของแมรี่ เจน แคลลี่นั้นเออง เหตุผลอาจเพราะเขาต้องการเชือดไก่ให้ลิงดู เพราะเคลลี่ ชอบทอดกายให้คนอื่นที่ไม่ใช่เขาเชยชม เขาจึงฆ่าคนอื่นเพื่อให้หล่อนเลิกทำอาชีพ แต่หล่อนไม่หยุด เขาจึงตัดสินใจลงมือสังหารหล่อนเสียเอง แต่ไม่มีหลักฐานมัดตัวเขา

    4.มองตากู จอร์น ดรูอิต เนติบันฑิตผู้สติไม่สมประกอบ มีความปราดเปรืองและรูปร่างที่ผอมสูงตรงกับบุคลิคของแจ็ค เดอะ ริ้ปเปอร์ แต่เขากระโดน้ำตายก่อนที่แมรี่ เจน แคลลี่จะถูกสังหารทำให้ความคิดนี้ตกไป

    5.แอรอน โควิส โคเฮน เป็นคนที่หัวหน้าตำรวจ เซอร์โรเบิร์ต แอนเดอร์สันสงสัยที่สุด เพราะเขาเป็นช่างทำรองเท้าซึ่งโรคจิต เพราะถูฝึกให้ฆ่าสัตว์ตามประเพณีของชาวยิวบ่อยๆ และเขาเคยถูกจับทุกครั้งเมื่อมีการพบศพ แต่ก็ถูกปล่ออยตัวไปทุกครั้ง

    6.โธมัส เฮย์เนส คัทบุช ผู้เป็นโรคประสาทและทำอะไรโดยที่ตนไม่รู้ตัว และเคยฆ่าผู้หญิงที่ชื่อฟรอเลนซ์ จอนสัน

    7.จอร์จ เซปเมน ชายชาวโปแลนด์ผู้ชอบในการผ่าศพ เพราะเคยเป็นลูกมือให้หมอผ่าศพมาก่อน เขาเคยต้องคดีฆ่าตัดคอหญิงคนหนึ่งและในขณะที่คดีของแจ็ค เดอะ ริ้ปเปอร์ ปรากฎแล้วปรากฎเล่า เขาทำงานเป็นช่างตัดผมในย่านไวท์ ซาเบท และในปี1895 เขาถูกจัในข้อหาวางยาพิษผู้หญิงที่ทำงานในร้านอาหาร และขณะที่ถูกจับ เขายิ้มและหันมาพูดแสดงความยินดีกับตำรวจว่า "ขอแสดงความยินดี คุณจับ แจ็ค เดอะ ริ้ปเปอร์ ได้แล้ว"

     8.ดร.อเล็กซานเดอร์ เปตาเคนโก เขาเป็นหมอในคลีนิคย่านอิสต์ เอนด์ ซึ่งหมอคนนี้พฤติกรรมดีมาก เคยเชือดคอหญิงโสเภณีจนเกือบขาดมาแล้ว หลังจากที่แมรี่ เจน เคลลี่ถูกสังหาร เขาก็เดินทางกลับรัสเซีย และเผลอไปฆ่าหญิงอีกหนึงคนจนต้องเข้าโรงพยาบาลโรคจิต

    9.ดร.โธมัส นิลส์ ครีม เป็นผู้ต้องคดี ฆ่าโสเถณีไป 4 ศพ เขาถูกตัดสินประหารชีวติด้วยการแขวนคอ แต่........... คำพูดที่ทำให้คนนับหมื่นในขณะนั้นตะลึงก่อนที่เชือกจะตึงเพราะประตูกลใต้เท้าเปิดออก เขาได้ตะโกนว่า "I am Jack the........" มันหมายความว่าอย่างไรกันแน่

    10.โรเบิร์ต คอนสตัน สตีเฟนสัน ลูกชายเจ้าของโรงงานน้ำมันพืชในมณฑลยอร์คเซียร์ ขี้เมาหยำเป ขี้โม้ที่หนึ่ง และชอบใช้ชื่อของดร.รอสลินติ"ออนสตัน และชอบเดินไปในย่านไวท์ ซาเบทในช่วงที่เกิดฆาตกรรมขึ้น แต่ยังไงก็ตาม ท่านอาจไม่ทราบว่า ความตายนั้นเจ็บปวดเพียงได แต่.....ความสำคัญของความตายคือ อุปสงค์ที่ทำให้เกิดความตาย บางท่านตายเพราะโรคภัยไข้เจ็บ บางท่านตายเพราะชราภาพ บางท่านประสบอุบัติเหตุเสียชีวิต และอุปสงค์ที่ทำให้เกิดความตายนั่นคือ"เพื่อนมนุษย์"ด้วยกันเอง ซึ่งอาจฆ่ากันด้วยวิธีต่างๆ เช่นปืนผาหน้าไม้ โป้งเดียวอาจตายโดยไม่ทันรู้สึกเจ็บปวด แต่.............. มีด ที่ แจ็ค เดอะ ริ้ปเปอร์ใช้สังหารนั้นไม่สามารถฆ่าคนให้ตายในทันที เขาเหล่านั้นจะต้องทนทุกข์ทรมารจากการกระทำของแจ็ค เดอะ ริ้ปเปอร์ ต้องเหลือบเห็นท้องที่ถูกกรีดออกมา อย่าลืมครับเพราะช่วงท้องของเรานั้นไม่มีจุดที่ทำให้ตายได้ ทำให้ยิ่งทรมารเข้าไปใหญ่

    mv candyman

     

    http://www.tvmass.net/download/41816402712069

    Link download mv นี้ค่ะ

    Candy man, candy man...

    Sweet sugar candy man [whispered]

    I met him out for dinner on a Friday night
    He really got me working up an appetite
    He had tattoos up and down his arm
    There's nothing more dangerous than a boy with charm
    He's a one stop jive, makes my panties drop
    He's a swinging rockin sugar coated candy man
    A sweet rockin sugar coated candy man

    Ooo yeah..

    He took me to this cotton club on Hollywood and Vine
    We drank champagne and we danced all night
    ?

    He's a one stop job, make my cherry pop
    He's a sweet rockin sugar coated candy man
    A sweet rockin sugar coated candy man

    Se bop bop
    Hey yeah
    ...

    He's a one stop job, makes my cherry pop
    He's a sweet rockin sugar coated candy man oh
    a sweet rockin sugar coated candy man

    Woo yeah

    ... ? hot
    ... ? hit the spot
    ... ? tastes like sugar cane
    Good things come to boys who wait

    Candy man can...
    Candy man Candy man
    ...Bottle of vodka covered wine (?)
    Candy man, candy man

    Sweet sugar candy man [whispered]
    He's a one stop, gotcha hot, makin all the panties drop
    Sweet sugar candy man [whispered]
    He's a one stop, got me hot, my my egh pop
    Sweet sugar candy man [whispered]
    He's a one stop, get it while it's hot, baby don't stop
    Sweet sugar candy man [whispered]

    He's got ?hips? like sugar cane
    Good things come for boys who wait

    He's a one stop job with a real big egh
    He's a sweet rockin sugar coated candy man
    Sh bop, a sweet rockin sugar coated candy man
    a sweet rockin sugar coated candy man
    a sweet rockin sugar coated candy man

    Candy man, candy man

    mv ค่ะเอามาให้ดูค่ะ

     
     
    Music Lyrics
     
    It's true, we're all a little insane
    But its so clear
    Now that I'm unchained

    Fear is only in our minds
    Taking over all the time
    Fear is only in our minds but its taking over all the time

    You poor sweet innocent thing
    Dry your eyes and testify
    You know you live to break me- don't deny
    Sweet sacrifice

    One day I'm gonna forget your name
    And one sweet day, you're gonna drown in my lost pain

    Fear is only in our minds
    Taking over all the time
    Fear is only in our minds but its taking over all the time

    You poor sweet innocent thing
    Dry your eyes and testify
    And oh you love to hate me don't you, honey?
    I'm your sacrifice.

    [I dream in darkness
    I sleep to die e
    Raise the silence
    Erase my life
    Our burning ashes
    Blacken the day
    A world of nothingness
    Blow me away]

    Do you wonder why you hate?
    Are you still too weak to survive your mistakes?

    You poor sweet innocent thing
    Dry your eyes and testify
    You know you live to break me- don't deny
    Sweet sacrifice
    June 23

    Back off !! am not kidding.

     
    How can i do ? When something was happen.
    Someone abandon me.
    I didn't want to think about it.
    That all right.Everything that happen.it will past and...
    gonna be better when it become the past.
     
    My poem
     
    กลับมาอีกทำไม
    ถ้าจะไปก็ไปให้พ้นหน้า
    จะมามองหน้าทำไมเสียเวลา
    เกลียดคุณค่าความเป็นคนของตัวธอ
    ฉันอยู่ได้มานานแล้วน่าจะเห็น
    ถ้าคิดเป็นมองความจริงสักทีใหม
    ใจฉันมีคุณค่ากว่าเข้าใจ
    อย่าดูถูกความเป็นไปที่ฉันเป็น
    เดินจากไปเคนแคร์กันบ้างใหม
    พูดอะไรเคยแคร์กันสักครั้งบ้าง
    หันกลับมาเคยไหมไม่เห็นทาง
    คนอ้างว้างอยู่ข้างหลังไม่เคยจำ
    .................
    June 22

    - - So Sad - -

    เดินจากไปได้ยังไง
    เรื่องราวที่มันดำเนินไปตอนนี้
    หยุดเถอะนะช่วยหันกลับมาสักที
    มาแก้ไขเรื่องที่ผิดพลาดตรงนี้ให้หมดไป
    อย่าใจร้ายนักเลย
    ทำไมถึงต้องเมินเฉยกันขนาดนี้
    หยุดแก้ไขปัญหาของเธอคนเดียวสักที
    เรื่องราวที่มันเป็นไปตอนนี้...ฉันก็เจ็บไม่น้อยกว่าเธอ
    New.....

    Forgive.....

    จะนานสักเท่าไร
    กับการไว้ใจให้กันแบบนี้
    หรือคงเหลือไว้แค่ความทรงจำดีๆ
    ก็ถามในวันนี้...เพราะอยากให้มันเป็นแบบนี้ตลอดไป
    การกลับมาของเธอในตอนนั้น
    ฉันก็รู้แล้วว่ารักกันแค่ใหน
    เรื่องหลักๆก็แค่อยากให้เธอไว้ใจ
    เรื่องวันวานที่ผ่านไปก็ให้มันอยู่ในความเป็นไปของวันวาน
    รู้ไหมหวั่นใจแค่ใหน
    กับการเป็นไปของใจเธอตอนนี้
    หวั่นใจเหลือเกินว่าเธอจะเดินจากไปคนดี
    อภัยเถอะกับคนๆนี้ ที่ทำผิดกับเธอมากเหลือเกิน
     
    For...someone special like you.  
     
    การที่เราไม่เห็นคุณค่าของสิ่งใกล้ตัว  และเห็นเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นอยู่ทุกวี่ทุกวัน
    รู้ไหมการที่เราคิดแบบนี้ไปเรื่อยๆ  มานเป็นการบั่นทอนจิตใจของเราเอง
    และในที่สุด.....สิ่งที่มันกำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตที่เราไม่สามารถคาดเดาอะไรๆได้เลย
    มันจะร้ายแรง และเป็นสิ่งที่เราไม่อยากให้เกิดขึ้น.........- -*
    new @ ple

    When i was a child.

    จำกันได้รึเปล่า...มานี มานะ ^^
     
     
     
     
    something was happen in your mind .
    something make you feel special.
    May be something in past can make you smile.